วันแห่งการสูญเสีย

เตรียมความพร้อมรับมือแผ่นดินไหว และสึนามิสำหรับคนไทยในญี่ปุ่น


วันแห่งการสูญเสีย

24/01/2013

ฉันนั่งมองภาพในจอโทรทัศน์ซึ่งถ่ายทอดภาพที่ฉันเคยดูมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นภาพของคลื่นยักษ์สึนามิที่กวาดเอาบ้านเมืองของจังหวัดมิยากิให้หายสาปสูญไปในพริบตา ภาพของรถที่จมหายไปกับสายน้ำ บ้านเรือนที่ถูกสายน้ำพัดพา ถูกนำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะใกล้จะถึงวันครบรอบหนึ่งปีของการเกิดภัยพิบัติเมื่อ 11 มีนาคม 2554 ภาพในจอเปลี่ยนไป กลายเป็นภาพของกองขยะที่ใหญ่มหึมาที่ตกค้างอยู่ เป็นซากปรักหักพังของบ้านเรือนรถราและชีวิตที่กองก่ายทับถม เมืองทั้งเมืองถูกทำลายราบไปภายในไม่ กี่นาที ความรู้สึกเสียใจและเศร้าโศกของภาพเหตุการณ์ที่ผ่านไปส่งผลกระทบใจฉันอีกครั้ง ทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์จริงของวันนั้น


ฉันพักอยู่ที่โตเกียวซึ่งห่างจากที่เกิดสึนามิตั้ง 200 กม. แต่ความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่ฉันได้พบเป็นความรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ฉันยังจำได้ดีของแรงสั่นสะเทือนที่ไม่เหมือนเช่นการเกิดแผ่นดินไหวปกติที่ฉันพบมาไม่รู้กี่ร้อยครั้งตั้งแต่มาอยู่ญี่ปุ่น ฉันเริ่มรู้ว่ามันไม่ใช่ไหวแบบปกติ มือไวเท่าความคิดฉันรีบหมุนโทรศัพท์กลับบ้านและรู้สึกโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงลูกจากปลายสาย เขาบอกว่าถ้วยชามในตู้หล่นลงมาแตกเต็มพื้นครัว ฉันรีบซักซ้อมกับลูกในเรื่องที่คนญี่ปุ่นทุกคนทราบดีกันทุกครัวเรือนของการปฏิบัติตัวยามเกิดแผ่นดินไหว คือ ให้ลูกปิดหัวแก๊ซภายในบ้าน เตรียมของสำคัญประจำตัวหากต้องออกจาก ที่พักและคอยฟังข่าวประกาศฉุกเฉินว่าจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายไปรวมกันที่ใด ซึ่งส่วนมากจุดรวมตัวจะเป็นโรงเรียนใกล้บ้านเนื่องจากมีห้องประชุมใหญ่สามารถจุคนได้เป็นจำนวนมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือ เขาจะสั่งสอนกันว่าหากแผ่นดินกำลังไหวอยู่อย่าได้ผลีผลามวิ่งหนีออกมา เพราะอาจจะโดนเสาไฟฟ้าล้มทับ เศษกระจก ที่แตกอาจะหล่นลงมาโดนได้ ควรจะอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นที่ที่ปลอดภัย ยกเว้นตึกที่พักเกิดไฟไหม้หรืออันตรายเกินกว่าจะอยู่ภายในบ้านได้ถึงค่อยละทิ้งบ้านเรือน


วันนั้นรถไฟทุกสายหยุดวิ่ง โทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้ ผู้คนพากันเดินเท้ามุ่งกันกลับบ้าน ฉันเดินไหลตามฝูงชนที่พากันมุ่งหน้าเดิน เดิน ไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ ทั้งสิ้น สีหน้าของทุกคนที่เดินรอบตัวฉันเป็นใบหน้า ที่เหมือนกันคือนิ่งสนิทกับความคิดของตนเอง ความเงียบสนิทรอบตัว เสียงฝีเท้าที่ย่ำไปข้างหน้า รถที่ติดกันเป็นแพเต็มถนน ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ปกติไม่มีคนเหลียวแลเนื่องจากโลกปัจจุบันทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ แต่วันนั้นทุกตู้โทรศัพท์มีคิวยาวเหยียด เพราะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถส่งข่าวถึงคนอื่น ๆ ทางโทรศัพท์บ้านได้ ฉันไม่รู้ว่าขณะที่ทุกคนย่างก้าวเดินนั้น เขากำลังคิดอะไร แต่เดาว่าทุกคนน่านะคิดไม่แตกต่างกับที่ฉันคิด คือ ไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ชะตากรรม แต่ทุกคนก็ต่างมุ่งที่จะกลับไปพบครอบครัว เพื่อไปพบกันอีกสักครั้ง ทุกก้าว ที่ฉันก้าวเดินฉันก็ไม่แน่ใจว่าฉันจะมีได้กลับไปพบหน้าลูกหรือไม่ อาจจะมีแผ่นดินไหวหนักจนถนนหนทางแยกถล่มเหมือนในหนังที่เราเคยดูกันก็ได้ แต่สิ่งที่ฉันกำลังประสบมันคือความจริง ที่ต้องพบและรับมือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรียกไว้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับชะตากรรม ไม่มีการป้องกันมีแต่การตั้งรับและแก้ไข


แล้วฉันก็กลับถึงบ้านหลังจากที่เดินเท้ามาห้าชั่วโมงเต็ม โดยที่ไม่ได้มีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย ความรู้สึกมันชาไปหมด สมองมีแต่ความตื่นตัวที่จะต้องรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิด เมื่อฉันก้าวเข้าบ้าน ถึงได้รู้ว่าเกิดสึนามิพัดพาจังหวัดมิยากิไปแล้ว โทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดข่าวสึนามิ แถมมาด้วยข่าวโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อาจจะระเบิด ภาพของการสูญเสียถ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า คืนนั้นเราเข้านอนกันในเครื่องแต่งตัว ที่พร้อมจะออกจากบ้านได้ทันที แผ่นดินยังไหวเป็นระลอก ๆ ทั้งคืน ตอนนั้นฉันนึกขอบคุณประเทศญี่ปุ่นที่มีการประชาสัมพันธ์เรื่องการเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เขาแนะนำให้เตรียมเสบียงอาหารและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตในระยะเวลา 3 วัน ให้เอาใส่ประเป๋าวางไว้ใกล้ตัว พร้อมที่จะหยิบฉวยแล้ววิ่งได้ทันทีเมื่อมีประกาศให้ออกจากที่พักอาศัย คืนนั้นเสียงสัญญาณประกาศแจ้งจุดที่เกิดแผ่นดินไหวจากโทรทัศน์ดังครั้งแล้วครั้งเล่า วันรุ่งขึ้นฉันเดินทางไปทำงานตามปกติ รถไฟลดจำนวนวนการวิ่ง ร้านรวงเปิดทำการตามปกติ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ สีหน้าของผู้คนที่เคร่งเครียดไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีบทสนทนาใด ๆ ทุกคนเหมือนหุ่นยนต์ ออกไปทำงาน คอยฟังประกาศจากรัฐบาล สิ่งแรกที่เราต้องทำร่วมกันคือประหยัดไฟทันที เพราะเจ้าโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ที่กิ่งอำเภอฟุตาบะ จังหวัดฟุกุชิมะ โดนผลกระทบของแผ่นดินไหวเข้าอย่างจัง ทำให้เครื่องผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ 3 เครื่องนั้น ต้องหยุดทำงานไป 1 เครื่องและนอกจากหยุดทำงานแล้วก็ทำท่าจะระเบิดเอาเข้าด้วย และหากเราไม่ช่วยกันประหยัดไฟเพื่อประคับประคองให้เจ้าเครื่องผลิตไฟฟ้านี้อยู่รอดซึ่งเราก็จะอยู่รอดด้วย คือ ประหยัดไฟฟ้า บันไดเลื่อนในสถานีรถไฟทุกสถานีหยุดหมด ห้างร้านปิดไวกว่าปกติ บริษัททุกบริษัทร่วมมือกันไม่ทำงานล่วงเวลา รัฐบาลสั่งให้ทุกคนคอยดูเส้นกราฟของปริมาณการใช้ไฟของประเทศว่าขึ้นสูงกี่เปอร์เซนต์ ภาพกราฟนี้เขาทำแพร่ไปทั่วประเทศให้เห็นกันเต็มตา ห้ามเถียงว่าไม่เห็น ไม่รู้ เพราะเขาบังคับให้ต้องรู้ เพราะนอกจากทุกสถานีรถไฟจะมีจอแสดงภาพกราฟแล้ว แม้จะทำไม่เห็น แต่พอเปิดอินเทอร์เน็ตก็ยังจะเจอเจ้ากราพนี้โผล่มาทันที แถมยังวิ่งเตือนอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์ เพื่อประกาศเตือนให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันว่า หากเมื่อใดเส้นกราฟมันวิ่งสูงถึง 70-80 เปอร์เซนต์ ทุกคนต้องช่วยกันปิดไฟ เพราะเขาประกาศลั่น ๆ ว่า หากเมื่อใดที่เส้นกราฟวิ่งถึงร้อยแล้วละก้อไฟจะดับทั้งประเทศและกว่าจะกู้ได้นั้นยากเย็นแสนเข็ญ อย่าได้ชะล่าใจหรือลองเล่นเด็ดขาด


ความร่วมมือร่วมใจของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศเห็นเด่นชัด ทุกคนร่วมมือและทำทุกอย่างตามที่รัฐบาลบอก คำสอนที่ปลูกฝังมาแต่เด็กของคนญี่ปุ่นว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งแรกต้องทำคือ ช่วยตัวเองก่อน แล้วค่อยช่วยเหลือผู้อื่น เห็นได้ทันทีจากคำสัมภาษณ์ของผู้ที่ประสบภัยบ้านเมืองทะลายหายไปกับสายน้ำ คำตอบที่เขาตอบนักข่าวถึงชีวิตต่อไป คือ อยากมีงานทำ อยากให้บ้านเมืองฟื้นตัว จะได้ทำงานเลี้ยงชีพได้ ฉันฟังแล้วอึ้งและสะท้อนใจว่า นี้ล่ะหน่า...ประเทศเขาถึงเจริญ ประชาชนที่เดือดร้อนไม่มีใครคิดจะรอความช่วยเหลือจากผู้ใด ทุกคนอดทนและรอที่จะยืนบนขาตนเองเช่นเดิม ภาพหมู่คนที่เข้าแถวรอรับข้าวปั้นคนละก้อนและ น้ำซุปใส่แก้วกระดาษคนละแก้ว แต่หน้าตาทุกคนสงบนิ่ง แววตาที่เด็ดเดี่ยว เขายอมนอนรวมกันแน่นในห้องประชุม ไม่มีใครโวยวายหรือเรียกร้อง เพราะเขารู้ว่าทุกอย่างจะคลี่คลายและดีขี้น ตราบที่ยังมีชีวิตอยู่


ลมอุ่น ๆ พัดเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาเยือน ดอกซากุระกำลังจะบาน ไปทั่วประเทศญี่ปุ่น ปีนี้ชาวญี่ปุ่นคงจะมองซากุระอย่างมีความสุข และทุกคนคงไม่ไม่มีวันลืมว่า เขาไม่ได้ ดูซากุระด้วยความสุขในปีที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ถึงแม้ดอกซากุระจะผลิบานตามธรรมชาติ แต่ไม่มีรอยยิ้ม...ไม่มีเสียงหัวเราะ...ไม่มีงานรื่นเริงใด ๆ ในเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ทั้งประเทศอยุ่ในความโศกเศร้าของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เศรษฐกิจหยุดชะงักงัน ทุกคนคิดแค่มีที่พักมีอาหารกิน และมีชีวิตอยู่รอด


ฉันยังจำคำพูดของคนญี่ปุ่นที่มักพูดติดปากเมื่อยามที่ถึงฤดูกาลดอกซากุระที่ผลิบานไปทั่วประเทศ ว่า "โชคดีนะ..ที่ปีนี้ เรามีโอกาสได้เห็นซากุระอีกครั้ง"

โดย TOTORO




Back to the list