สถานการณ์ ศก.ญี่ปุ่น ในช่วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 58

ข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่น


สถานการณ์ ศก.ญี่ปุ่น ในช่วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 58

12/01/2016

1. สภาวะ ศก.ญี่ปุ่น ล่าสุด

1.1 อัตราการเติบโตของ Real GDP ญี่ปุ่น ซึ่งประกาศโดย สนง.ครม.ญี่ปุ่น

(1) งวดเดือน ม.ค. - มี.ค. 58 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 QoQ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 YoY ซึ่งเพิ่มในอัตราที่สูงสุดในรอบ 1 ปี โดยเป็นผลมาจากการบริโภคขยายตัวและการลงทุนสิ่งก่อสร้างและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
(2) งวดเดือน เม.ย. - มิ.ย. 58 ลดลงร้อยละ 0.3 QoQ และลดลงร้อยละ 1.2 YoY ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส เนื่องจากการบริโภคส่วนบุคคลและการส่งออกชะลอตัว โดย ปชช. มีแนวโน้มลดค่าใช้จ่ายและเก็บออมมากขึ้น และการส่งออกได้รับผลกระทบจาก ศก. จีน และ ปท. ในเอเชีย แม้ว่าจะมีปัจจัยเสริมจากเงินเยนอ่อนค่าก็ตาม
(3) งวดเดือน ก.ค. – ก.ย. 58 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 QoQ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 YoY ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากไตรมาสก่อนที่ลดลง เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 0.6 QoQ โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก และการสื่อสาร และการบริโภคส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 QoQ และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 QoQ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 QoQ

อนึ่ง นาย Akira Amari รมว.ดูแลการฟื้นฟู ศก.ญี่ปุ่น กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของการบริโภคส่วนบุคคลแสดงให้เห็นว่า พื้นฐาน ศก. ญี่ปุ่นยังแข็งแกร่งและ ศก.กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านรายได้ การจ้างงาน เนื่องจากรายได้ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะยังมีบางภาคส่วนที่อ่อนแอ นอกจากนี้ รบ.ได้ขอความร่วมมือให้ Japanese Trade Union Confederation (RENGO) พิจารณาขึ้นค่าจ้างในฤดูใบไม้ผลิปี 2559 ให้มากกว่าร้อยละ 3 ขณะที่ในความเป็นจริง มาตรฐานการเรียกร้องขอปรับเพิ่มค่าจ้างของ RENGOอยู่เพียงร้อยละ 2

1.2 รบ.ญี่ปุ่นคาดการณ์อัตราการเติบโต Real GDP ประจำปี งปม. 2558 (เม.ย. 58 – มี.ค. 59) ที่ร้อยละ 1.0
เนื่องจากได้รับผลการทบจากการชะลอตัวของ ศก.จีน และ ศก.ตปท.ที่ไม่สดใส อย่างไรก็ดี คาดว่า Real GDP ประจำปี งปม.2559 (เม.ย. 59 – มี.ค. 60) จะเติบโตร้อยละ 1.7 ซึ่งคาดว่าจะได้รับการผลักดันโดยการบริโภคส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ และการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ต่อสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงก่อนการปรับเพิ่มอัตราภาษีผู้บริโภคจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 ในเดือน เม.ย. 60 และการเพิ่มขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ศก.ญี่ปุ่นยังจะฟื้นตัวขึ้นอย่างช้า ๆ และถือว่าใกล้เคียงกับเป้าหมายของ รบ.ญี่ปุ่น ที่จะให้ Real GDP เติบโตร้อยละ 2 ต่อปี

1.3 OECD คาดว่า Real GDP ของญี่ปุ่น ประจำปี 2558 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 และปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0
เนื่องจากอุปสงค์จากจีนและเอเชียตกต่ำ ทำให้การส่งออกและการผลิตของ ญป. ลดลง แต่คาดว่าในปี 2559 การบริโภคส่วนบุคคลจะฟื้นตัว เนื่องจากอัตราการว่างงานลดลงและมีการปรับเพิ่มค่าจ้าง ตลอดจนอุปสงค์เร่งด่วนท้ายสุดก่อนการปรับเพิ่มภาษีบริโภคในเดือน เม.ย. 60 และคาดว่า ในปี 2560 Real GDP จะเติบโตร้อยละ 0.5 เนื่องจากภาวะ ศก. ฝืดตัวหลังการปรับเพิ่มภาษีบริโภค แต่การฟื้นตัวของการค้าโลกจะช่วยพยุง ศก.ญป. ให้อยู่ในเชิงบวก


2. ความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับ ศก.ญี่ปุ่น ในช่วงที่ผ่านมา

2.1 เมื่อ 16 ก.ย. 58 S&P ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตร ญป. ในรอบ 4 ปี 8 เดือน ลง 1 ระดับ
จาก A+ เป็น AA- โดยให้เหตุผลว่า นโยบาย Abenomics ไม่สอดคล้องกับการเติบโตทาง ศก. อย่างเพียงพอ และไม่ได้ฟื้นตัวในระยะสั้นอย่างที่คาดหวัง นอกจากนี้ รายได้โดยเฉลี่ยก็ไม่เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่านโยบาย Abenomics ไม่ประสบความสำเร็จ หากสามารถฟื้นคืน ศก. ที่ยั่งยืนกลับมาได้ก็จะทำให้อันดับความน่าเชื่อถือปรับสูงขึ้น

2.2 เมื่อ 30 ก.ย. 58 Global Competitiveness Report 2015 จัดอันดับให้ ญป.
มีความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดระดับโลก ในลำดับที่ 6 ของโลก เท่ากับปี 2557 โดยเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากอันดับที่ 62 ในปี 2557 ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งถือว่าเป็นการให้คะแนนแก่นโยบาย Abenomics แต่เตือนว่าธนูดอกที่ 3 (ยุทธศาสตร์การเติบโต) ยังไม่ได้รับการกระตุ้นเท่าที่ควรและยังจำเป็นต้องสร้างการเพิ่มประสิทธิภาพ

2.3 เมื่อ 10 พ.ย. 58 กค.ญป. ประกาศดุลรายได้จากการท่องเที่ยวครึ่งแรกของปี งปม. 2558 (เม.ย. - ก.ย. 58)
ว่า เกินดุล 608,500 ล้านเยน ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2539 และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอีกจากการเพิ่มของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยในช่วงดังกล่าว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมา ญป. 10.35 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 50.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าการที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นถึง 30 ล้านคน จะทำให้ดุลรายได้การท่องเที่ยวเกินดุล 4 ล้านล้านเยน


3. นโยบาย ศก.ญี่ปุ่น ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา

3.1 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 58 ครม.ญป.
ได้มีมติเห็นชอบนโยบายพื้นฐานการบริหาร ศก. การคลังและการปฏิรูปประจำปี ค.ศ. 2015 (Basic Policy on Economic and Fiscal Management and Reform 2015 ~Without economic revitalization, there can be no fiscal consolidation~) และยุทธศาสตร์การเติบโต โดยในส่วนของนโยบายพื้นฐานฯ มีเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งด้านการคลัง โดยตั้งเป้าให้ในปี งปม. 2563 ดุลการคลังเบื้องต้นภาคสาธารณะเกินดุล และ Real GDP และ Nominal GDP มีอัตราการเติบโตต่อปีที่ร้อยละ 2 และร้อยละ 3 ตามลำดับ รวมทั้งการควบคุมให้การขาดดุลการคลังเบื้องต้นภาคสาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับ GDP ในปี งปม. 2561 และการควบคุมรายจ่ายด้านประกันสังคมให้อยู่ที่ 5 แสนล้านเยน/ปี

สำหรับยุทธศาสตร์การเติบโต มีเป้าหมายในการปฏิรูปความสามารถในการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทานภายใต้ภาวะจำนวนประชากรหดตัว โดยกำหนดแผนการดำเนินงาน (Action Plan) 3 ข้อ ได้แก่

(1) แผนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ด้วยการนำ IT เข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์ การประยุกต์ใช้ IoT (Internet of Things) เทคโนโลยี Big Data การปฏิรูประบบการจ้างงานและสร้างความแข็งแกร่งด้านทรัพยากรมนุษย์ การปฏิรูปมหาวิทยาลัยและนวัตกรรมให้มีความร่วมมือกับต่างชาติมากขึ้น การสร้างสังคม IT มาตรฐานสูงที่สุดในโลก การเพิ่มความแข็งแกร่งของความสามารถแข่งขันในตลาดโลกของญี่ปุ่น และการสร้างการพัฒนาและปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่น นวัตกรรมของนักธุรกิจ SME
(2) แผนการสร้างตลาดยุทธศาสตร์ โดยมีหัวข้อหลักในการดำเนินงานด้านการเสริมสร้างการมีอายุยืนยาวและสุขภาพดี การจัดสรรพลังงานสะอาดและราคาย่อมเยา โครงสร้างพื้นฐานในอนาคตที่ปลอดภัย สะดวกสบายและราคาย่อมเยา และการสร้างท้องถิ่นที่สร้างรายได้จากทรัพยากรท้องถิ่นของตน และ
(3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับนานาชาติ เช่น การส่งออกธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ Cool Japan

3.2 ภายหลังจากการปรับ ครม.ของ นรม.Abe
เมื่อเดือน ต.ค. 58 รบ.ญี่ปุ่น ได้ประกาศนโยบาย Abenomics ระยะที่ 2 โดยมีลูกศร 3 ดอกใหม่ ที่มีเป้าหมายในปี 2563 ได้แก่

(1) ศก.เข้มแข็ง (GDP 600 ล้านล้านเยน)
(2) การช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตร (เป้าหมายอัตราการเกิด ร้อยละ 1.8) และ
(3) การประกันสังคม (ให้อัตราการให้จำนวนคนที่ต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุเป็นศูนย์) เพื่อสร้างสังคมที่มีชีวิตชีวา

ทั้งนี้ รบ.ญี่ปุ่น ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพิ่มมูลค่า GDP ถึง 600 ล้านล้านเยน ภายในปี 2563 ซึ่งจะต้องเพิ่ม GDP อีกราว 110 ล้านล้านเยนจากระดับปัจจุบัน โดยการกระตุ้นรายได้ในภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่

  1. การท่องเที่ยว ตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นระดับ 30 - 40 ล้านคน ซึ่งจะสร้างมูลค่าการบริโภค 5 - 8 ล้านล้านเยน โดยจะขยายการเปิดรับบริการสายการบินราคาประหยัด (LCC) นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง คกก.ส่งเสริมประเทศให้เป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยว โดยมี สนง.นรม. เป็นหน่วยงานหลัก มีนาย Yoshihide Suga เลขาธิการ ครม. เป็น ปธ. และรมว.MLIT เป็นรอง ปธ.

  2. การกระตุ้นรายได้ภาค ปชช. โดยดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับลดภาษีนิติบุคคลเหลือร้อยละ 20 หรือผ่อนปรนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง รบ. ได้เรียกร้องให้ภาค ศก. ปรับเพิ่มค่าจ้างให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งจะมีผลต่อมูลค่าการบริโภคราว 60 ล้านล้านเยน และเพิ่มการลงทุนสิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์ในมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านเยน

  3. คตล. TPP คาดว่าจะส่งผลดีต่อ ศก. มูลค่า 25 ล้านล้านเยน โดยจะทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ เนื้อ Wagyu และการส่งเสริมการลงทุนใน ตปท. ของ SME ญป.

  4. การส่งเสริมการจัดการแข่งขันโตเกียวโอลิมปิก เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนราว 10 ล้านล้านเยน

  5. การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี โดยตั้งเป้า งปม.สำหรับการค้นคว้าและวิจัย 26 ล้านล้านเยน ในช่วง 5 ปี ต่อจากนี้ หรือประมาณร้อยละ 1 ของ GDP เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้แก่ภาคอุตสาหกรรม

3.3 เมื่อ 16 ธ.ค. 58 รบ.ญี่ปุ่น ได้ประกาศปรับปรุงอัตราภาษีสำคัญต่าง ๆ เพื่อช่วยในการกระตุ้น ศก.ญี่ปุ่น ในระยะต่อจากนี้ ได้แก่

  1. ลดอัตราภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 32.11 ในปัจจุบันลงเหลือร้อยละ 29.97 ในเดือน เม.ย. 59 ซึ่งจะเป็นอัตราที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ และฝรั่งเศส และใกล้เคียงกับเยอรมนี และคาดว่าจะมีการปรับลดอีกครั้งในปี งปม.2561 ให้เหลือร้อยละ 29.74 ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1 ล้านล้านเยน นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดอัตราภาษีการซื้อเครื่องจักรให้แก่ SME ลงร้อยละ 50 ในระยะ 3 ปี ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดการขยายการลงทุนของภาคเอกชนมากขึ้น และยังช่วยส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ภายหลัง TPP มีผลใช้บังคับ

  2. ลดอัตราภาษีรายได้ให้สำหรับครัวเรือนที่บริโภคยาและเวชภัณฑ์ที่จำหน่ายในท้องตลาดมากกว่า 12,000 เยนต่อปี เพื่อลดภาระคนวัยทำงานที่ไม่มีเวลาในการไป รพ. เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย โดยเริ่มตั้งแต่ ม.ค. 60

  3. ลดอัตราภาษีรายได้ให้สำหรับผู้ที่ซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านสำหรับให้บุตรหลานมาอาศัย ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายดังกล่าวมากกว่า 2.5 ล้านเยน โดยเริ่มตั้งแต่ เม.ย. 59

  4. ลดอัตราภาษีอสังหาริมทรัพย์แก่เกษตรกรที่กู้ยืมเงินจากธนาคารควบคุมพื้นที่การเกษตรลงครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ เม.ย. 59 และเพิ่มอัตราภาษีอสังหาริมทรัพย์ต่อผู้ปล่อยที่ดินสำหรับการเกษตรให้รกร้างขึ้น 1.8 เท่า โดยเริ่มตั้งแต่ เม.ย. 60 เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้พื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น

  5. ยกเลิกภาษีการครอบครองรถยนต์ในเดือน เม.ย. 60 และใช้ระบบภาษีสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราร้อยละ 3 โดยหากซื้อรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะได้รับการยกเว้นอัตราภาษี

  6. ในการขึ้นอัตราภาษีผู้บริโภคจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 ในเดือน เม.ย. 60 จะยกเว้นการปรับขึ้นอัตราภาษีผู้บริโภคเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เช่น เครื่องดื่ม ขนม อาหารพร้อมรับประทาน เครื่องปรุงรส และอาหารสด เช่น ข้าว ผัก เนื้อ ไข่ อาหารทะเล (แต่ไม่รวมอาหารในร้านอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) และ นสพ. เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำ ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1 ล้านล้านเยน



Back to the list